วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

o-net วิชาคอมพิวเตอร์

o-net วิชาคอมพิวเตอร์

1.ข้อใดไม่ใช่ระบบปฏิบัติการที่นำมาใช้บนอุปกรณ์พกพา
ประเภท  Smartphone.
1.  Ubumtu       2.  Iphone  os3.  Android      4.  Symbian
เฉลยข้อ  1


2.ไฟล์ประเภทใดในข้อต่อไปนี้เก็บข้อมูลในลักษณะตัวอักษร.
1.  ไฟล์เพลง  MP 3 (mp 3)
2.  ไฟล์รูปประเภท  JPEG (jpeg)
3.  ไฟล์แสดงผลหน้าเว็บ (html)
4.  ไฟล์วีดีโอประเภท  Movie (movie)

เฉลยข้อ  3


3.ลิขสิทธิ์โปรแกรมประเภทรหัสเปิด(Open Source)อนุญาต
ให้ผู้ใช้ทำอะไรได้บ้าง.
ก.  นำโปรแกรมมาใช้งานโดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์
ข.  ทดลองใช้โปรแกรมก่อนถ้าพอใจจึงจ่ายค่าลิขสิทธิ์
ค.  แก้ไขปรับปรุงโปรแกรมเองได้
1.  ข้อ  ก กับ  ข้อ  ค      2.  ข้อ  ข  กับ  ข้อ  ค
3.  ข้อ  ข  อย่างเดียว     4.  ข้อ  ก  อย่างเดียว

เฉลยข้อ  4


4.ระบบกระดานสนทนาหรือเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งมีความต้องการดังนี้
ก.  ต้องให้ผู้ใช้สามารถตั้งกระทู้โต้ตอบกันได้โดยผู้ใช้
ต้องแสดงตัวตน(ล็อกอิน)เพื่อเข้าระบบก่อน
ข.  ผู้ใช้สามารถตั้งกระทู้หรือเข้าไปตอบกระทู้ที่ตั้งไว้แล้วได้
ค.  ระบบจะบันทึกชื่อผู้ตั้งและผู้ตอบไว้ด้วย
ในการออกแบบฐานข้อมูลดังกล่าวข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง.
1.  ต้องสร้างตารางผู้ใช้ ตารางกระทู้และตารางคำตอบ
2.  ไม่ต้องสร้างตารางผู้ใช้เนื่องจากสามารถบันทึกชื่อ
ผู้ใช้ในตารางกระทู้และตารางคำตอบได้เลย
3.  ต้องสร้างตารางผู้ใช้และตารางกระทู้ส่วนคำตอบจะอยู่
ในตารางกระทู้อยู่แล้ว
4.  ไม่ต้องสร้างตารางกระทู้เพราะสามารถบันทึกกระทู้ที่ผู้ใช้
ตั้งในตารางผู้ใช้ได้เลย

เฉลยข้อ  4

5.ข้อใดเป้นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเมื่อค้นคว้า
หาข้อมูลจากอินเทอร์เนตมาทำรายงาน.

1.  คัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์
2.  ใช้เนื้อหาจากกระดานสนทนา(Web board)มาใส่ในรายงาน
3.  นำรูปภาพจากเว็บไซต์มาใส่ในรายงาน
4.  อ้างอิงชื่อผู้เขียนบทความ

เฉลยข้อ  4


6.ผู้ประกอบอาชีพเป็นผู้พัฒนาเว็บไซต์ต้องเชี่ยวชาญความรู้
ด้านใดบ้างจากตัวเลือกต่อไปนี้.
ก.  ฮาร์แวร์คอมพิวเตอร์       ข.  ระบบปฎิบัติการ
ค.  เว็บเซิร์ฟเวอร์                   ง.  HTML
จ.  ระบบฐานข้อมูล                ฉ.  ภาษาจาวา(Java)
1.  ข้อ  ก และ ค                    2.  ข้อ  ข  และ  จ
3.  ข้อ  ค  และ  ง                   4.  ข้อ  ค  และ  ฉ
เฉลยข้อ  3


7.ข้อใดเป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อข้อมูลไร้สายทั้งหมด.
1.  Wi-Fi  ,  IP              2.  Wi-Fi  ,Bluetooth
3.  3G  ADSL                4.  3G    Ethernet
เฉลยข้อ  2


8.ข้อใดไม่ใช่ข้อเสียของการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์.
1.  การทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์มีความผิดทางอาญา
2.  เป็นช่องทางหนึ่งในการระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์
3.  ผู้ใช้จะไม่ได้รับการบริการจากผู้พัมนาถ้าหากมีปัญหาการใช้งาน
4.  ทำให้ผู้พัมนาซอฟแวร์ไม่มีรายได้เพื่อประกอบการและพัฒนาต่อไปได้
เฉลยข้อ  2


9.ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องที่สุด.
1.  การบันทึกข้อมูลลงแผ่นดีวีดีใช้เทคโนโลยีแบบแม่เหล็ก
2.  หมายเลขไอพีเป็นหมายเลขที่ใช้กำกับ  Network Interce Card
3.  หน่วยความจำสำรองเป็นหน่วยความจำที่มีคุณลักษณะแบบ Volntile
4.  รหัส ACIIและEBCIDICเป็นการวางรหัสตัวอักษรที่ใช้ขนาด  8 บิด
เฉลยข้อ  3 


10.ข้อใดเป็นระบบปฎิบัติการทั้งหมด
1. Solaris , Symbian , IPX , RAM
2. DOS , WWW , Linux , Windows
3. Symbian , Mac OS , Linux , Windows
4. Unix , Linux , Mac OS , Microsoft Office
เฉลยข้อ 3

ที่มา : https://krupaga.wordpress.com/

การกำหนดฟังก์ชันและการเรียกฟังก์ชัน

การกำหนดฟังก์ชันและการเรียกฟังก์ชัน

การประกาศฟังก์ชันเริ่มต้นด้วยคีย์เวิร์ด function กำหนดชื่อฟังก์ชัน พารามิเตอร์ที่ต้องการ และเก็บคำสั่งที่จะประมวลผลแต่ละครั้งเมื่อเรียกฟังก์ชันนี้
<?php
function function_name(parameter1,…)
{
ชุดคำสั่ง …
}
?>
ชุดคำสั่งต้องเริ่มต้นและสิ้นสุดในวงเล็บปีกกา ({ }) ตัวอย่างฟังก์ชัน my_function
<?php
function my_function()
{
$mystring =<<<BODYSTRING
my function ได้รับการเรียก
BODYSTRING;
echo $mystring;
}
?>
การประกาศฟังก์ชันนี้ เริ่มต้นด้วย function ดังนั้นผู้อ่านและตัวกระจาย PHP ทราบว่าต่อไปเป็นฟังก์ชันกำหนดเอง ชื่อฟังก์ชันคือ my_function การเรียกฟังก์ชันนี้ใช้ประโยคคำสั่งนี้
my_function ();
การเรียกฟังก์ชันนี้จะให้ผลลัพธ์เป็นข้อความ "my function ได้รับการเรียก " บน browser

การตั้งชื่อฟังก์ชัน

สิ่งสำคัญมากในการพิจารณาเมื่อตั้งชื่อฟังก์ชันคือชื่อต้องสั้นแต่มีความหมาย ถ้าฟังก์ชันสร้างส่วนตัวของเพจควรตั้งชื่อเป็น pageheader () หรือ page_header ()
ข้อจำกัดในการตั้งชื่อคือ
  • ฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกับฟังก์ชันที่มีอยู่
  • ชื่อฟังก์ชันสามารถมีได้เพียงตัวอักษรตัวเลข และ underscore
  • ชื่อฟังก์ชันไม่สามารถเริ่มต้นด้วยตัวเลข
หลายภาษายอมให้ใช้ชื่อฟังก์ชันได้อีก ส่วนการทำงานนี้เรียกว่า function overload อย่างไรก็ตาม PHP ไม่สนับสนุน function overload ดังนั้นฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกันกับฟังก์ชันภายใน หรือฟังก์ชันกำหนดเองที่มีอยู่
หมายเหตุ ถึงแม้ว่าทุกสคริปต์ PHP รู้จักฟังก์ชันภายในทั้งหมด ฟังก์ชันกำหนดเองอยู่เฉพาะในสคริปต์ที่ประกาศสิ่งนี้หมายความว่า ชื่อฟังก์ชันสามารถใช้ในคนละไฟล์แต่อาจจะไปสู่ความสับสน และควรหลีกเลียง
ชื่อฟังก์ชันต่อไปนี้ถูกต้อง
name ()
name2 ()
name_three ()
_namefour ()
ชื่อไม่ถูกต้อง
5name ()
Name-six ()
fopen ()
การเรียกฟังก์ชันไม่มีผลจากชนิดตัวพิมพ์ ดังนั้นการเรียก function_name (), Function_Name() หรือ FUNCTION_NAME() สามารถทำได้และมีผลลัพธ์เหมือนกัน แต่แบบแผนการกำหนดชื่อฟังก์ชันใน PHP ให้ใช้ตัวพิมพ์เล็ก
ชื่อฟังก์ชันแตกต่างจากชื่อตัวแปร โดยชื่อตัวแปรเป็นชนิดตัวพิมพ์มีผล ดังนั้น $Name และ $name เป็น 2 ตัวแปร แต่ Name () และ name () เป็นฟังก์ชันเดียวกัน

การหยุดประมวลผลภายในฟังก์ชัน

คีย์เวิร์ด return หยุดการประมวลผลฟังก์ชัน ฟังก์ชันสิ้นสุดได้เพราะประโยคคำสั่งทั้งหมดได้รับการประมวลผล หรือ ใช้คีย์เวิร์ด return การประมวลผลกลับไปยังประโยคคำสั่งต่อจากการเรียกฟังก์ชัน
<?php
function division($x, $y)
{
if ($y == 0 || !isset($y))
{

echo " ตัวหาร y ต้องไม่เป็นศูนย์หรือไม่มีค่า" ;
return;
}
$result = $x / $y;
echo $result;
}
?>
ถ้าประโยคคำสั่ง return ได้รับการประมวลผล บรรทัดคำสั่งต่อไปในฟังก์ชันจะถูกข้ามไป และกลับไปยังผู้เรียกฟังก์ชันนี้ ในฟังก์ชันนี้ ถ้า y เป็น 0 จะหยุดการประมวลผล ถ้า y ไม่เท่ากับ 0 จะคำนวณผลหาร
สมมติป้อนค่าเป็น
x = 4, y = 0
x = 4
x = 4, y = 2
ผลลัพธ์ของคำสั่ง คือ
x = 4, y = 0 ผลลัพธ์ ตัวหาร y ต้องไม่เป็นศูนย์หรือไม่มีค่า
x = 4, y = ผลลัพธ์ ตัวหาร y ต้องไม่เป็นศูนย์หรือไม่มีค่า
x = 4, y = 2 ผลลัพธ์ 2

การเรียกฟังก์ชัน

เมื่อฟังก์ชันได้รับการประกาศหรือสร้างขึ้นแล้ว การเรียกฟังก์ชันสามารถเรียกมาจากที่ใดๆ ภายในสคริปต์ หรือ จากไฟล์ที่มีการรวมด้วยประโยคคำสั่ง include() หรือ require()
ตัวอย่าง ฟังก์ชัน show_message() เก็บอยู่ในไฟล์ fn_ 03 _keeper.php ส่วนผู้เรียกอยู่ในสคริปต์ fn_ 03 _caller.php
<?php
include("fn_ 03 _keeper.php");
show_message();
?>

พารามิเตอร์

ตามปกติฟังก์ชันส่วนใหญ่ต้องการรับสารสนเทศจากผู้เรียกสำหรับการประมวลผล โดยทั่วไปเรียกว่า พารามิเตอร์

ไวยากรณ์พื้นฐาน

การกำหนดฟังก์ให้รับพารามิเตอร์ส่งผ่านโดยการวางข้อมูล ชื่อตัวแปรที่เก็บข้อมูลภายในวงเล็บหลังชื่อฟังก์ชัน การเรียกฟังก์ชันที่ประกอบด้วยพารามิเตอร์เขียนดังนี้
<?php
function show_parameter($param1, $param2, $param3)
{
echo <<<PARAM
รายการพารามิเตอร์ <br/>
param1: $param1 <br/>
param2: $param2 <br/>
param3: $param3 <br/>
PARAM;
}
?>
พารามิเตอร์ที่ส่งไปยังฟังก์ชันแยกกันเครื่องหมายจุลภาคภายในวงเล็บ โดยสามารถส่งเป็นนิพจน์สำหรับแต่ละพารามิเตอร์ด้วย ตัวแปร ค่าคงที่ ผลลัพธ์จากการคำนวณ รวมถึงการเรียกฟังก์ชัน
scope ของพารามิเตอร์จำกัดภายในฟังก์ชัน ถ้าชื่อตัวแปรเหมือนกับตัวแปรใน scope ระดับอื่น พารามิเตอร์นี้ "ระบุ" เป็นตัวแปรภายในที่ไม่มีผลกับตัวแปรภายนอกฟังก์ชัน

การส่งผ่านโดยค่า(By Value)

ตามปกติการส่งผ่านพารามิเตอร์ไปยังฟังก์ชันเป็นการส่งผ่านค่า การเปลี่ยนแปลงจะจำกัดภายในเฉพาะภายในฟังก์ชัน
ตัวอย่างฟังก์ชัน new_value () ที่ยอมให้เพิ่มค่า อาจจะเขียนคำสั่งดังนี้
<?php
function new_value($value, $increment= 1)
{
$value = $value + $increment;
}
$value = 10 ;
new_value($value);
echo "$value<br/>\n";
?>
คำสั่งนี้ใช้ไม่ได้ ผลลัพธ์จะเป็น "10" ค่าใหม่ของ $value ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
สิ่งนี้เป็นเพราะกฎ scope คำสั่งนี้สร้างตัวแปรเรียกว่า $value เป็น 10 เมื่อเรียกฟังก์ชัน new_value () ตัวแปร $value ในฟังก์ชันได้รับการสร้างเมื่อเรียกฟังก์ชัน ค่า 1 ได้รับการเพิ่มให้กับตัวแปร ดังนั้นค่าของ $value คือ 11 ภายในฟังก์ชัน จนกระทั่งสิ้นสุดฟังก์ชัน แล้วกลับไปยังคำสั่งที่เรียกภายในคำสั่งนี้ ตัวแปร $value เป็นอีกตัวแปร global scope และไม่มีการเปลี่ยนแปลง

การส่งผ่านโดยการอ้างอิง (By Reference)

ตามตัวอย่างฟังก์ชัน new_value ถ้าต้องการให้ฟังก์ชันเปลี่ยนแปลงค่าได้ มีวิธีหนึ่งในการแก้ไขคือ ประกาศ $value ในฟังก์ชันเป็น global แต่หมายความว่าในการใช้ฟังก์ชันนี้ ตัวแปรที่ต้องการเพิ่มค่าต้องตั้งชื่อเป็น $value แต่มีวิธีดีกว่าคือ ใช้การส่งผ่านโดยการอ้างอิง
การอ้างอิงไปตัวแปรต้นทางแทนที่มีค่าของตัวเอง การปรับปรุงไปยังการอ้างอิงจะมีผลกับตัวแปรต้นทางด้วย
การระบุพารามิเตอร์ที่ใช้การส่งผ่านโดยการอ้างอิงให้วาง ampersand (&) หน้าชื่อพารามิเตอร์ในข้อกำหนดฟังก์ชัน
ตัวอย่าง new_value () ได้รับปรับปรุงให้มี 1 พารามิเตอร์ส่งผ่านโดยการอ้างอิงและทำงานได้อย่างถูกต้อง
<?php
function new_value(&$value, $increment=1)
{
$value = $value + $increment;
}
?>
คำสั่งทดสอบฟังก์ชัน ให้พิมพ์ 10 ก่อนการเรียก increment () และ 11 ภายหลัง
ในการส่งค่าโดยการอ้างอิงต้องส่งเป็นตัวแปรไม่สามารถกำหนดค่าคงที่โดยตรง

จำนวนตัวแปรของพารามิเตอร์

การส่งผ่านพารามิเตอร์ไปยังฟังก์ชันนั้น การควบคุมของ PHP ได้กำหนดฟังก์ชันจำนวนหนึ่งให้ยอมรับจำนวนตัวแปรของพารามิเตอร์ ได้แก่ func_num_args, func_get_arg และ func_get_args
func_num_args() บอกจำนวนพารามิเตอร์ไปยังฟังก์ชันที่เรียก func_get_arg() แสดงค่าของพารามิเตอร์ตามดัชนี และ func_get_args() ส่งออก array ของพารามิเตอร์
<?php
function show_pass_value()
{
$idx = count(func_get_args());
echo " จำนวนพารามิเตอร์ $idx <br/>\n";

if ($idx > 0)
    echo ">> ใช้ฟังก์ชัน func_get_arg<br/>\n";

for ($i = 0 ; $i < $idx; $i++)
{

echo " พารามิเตอร์ที่ $i ค่า: ". func_get_arg($i)."<br/>\n";
}
if ($idx > 0)
    echo ">> ใช้ฟังก์ชัน func_get_args<br/>\n";

$params = func_get_args();
foreach ($params as $index => $val)
{

echo " พารามิเตอร์ที่ $index ค่า: $val<br/>\n";
}
echo " *********<br/>\n";
}
$x = 4 ;
show_pass_value("one", "two", 3 , $x, " ห้า" , " หก") ;
show_pass_value();
?>
ผลลัพธ์
จำนวนพารามิเตอร์ 6
>> ใช้ฟังก์ชัน func_get_arg
พารามิเตอร์ที่ 0 ค่า: one
พารามิเตอร์ที่ 1 ค่า: two
พารามิเตอร์ที่ 2 ค่า: 3
พารามิเตอร์ที่ 3 ค่า: 4
พารามิเตอร์ที่ 4 ค่า: ห้า
พารามิเตอร์ที่ 5 ค่า: หก
>> ใช้ฟังก์ชัน func_get_args
พารามิเตอร์ที่ 0 ค่า: one
พารามิเตอร์ที่ 1 ค่า: two
พารามิเตอร์ที่ 2 ค่า: 3
พารามิเตอร์ที่ 3 ค่า: 4
พารามิเตอร์ที่ 4 ค่า: ห้า
พารามิเตอร์ที่ 5 ค่า: หก
*********
จำนวนพารามิเตอร์ 0
*********

Scope

เมื่อต้องการใช้ตัวแปรภายในไฟล์ที่รวม ต้องมีการประกาศตัวแปรเหล่านั้นก่อนประโยคคำสั่ง require () หรือ include () แต่เมื่อใช้ฟังก์ชันจะเป็นการส่งผ่านตัวแปรเชิงประจักษ์เหล่านั้นไปยังฟังก์ชัน บางส่วนเป็นเพราะไม่มีกลไกส่งผ่านตัวแปรเชิงประจักษ์ไปยังไฟล์ที่รวม และบางส่วนเป็นเพราะ scope ของตัวแปรของฟังก์ชันแตกต่างกัน
การควบคุม scope ของตัวแปรเป็นการทำให้ตัวแปรมองเห็นได้ ใน PHP มีกฎตั้งค่า scope ดังนี้
  • การประกาศตัวแปรภายในฟังก์ชันอยู่ใน scope จากประโยคคำสั่งซึ่งตัวแปรให้รับการประกาศภายในวงเล็บปีกกา สิ่งนี้เรียกว่า function scope ตัวแปรเรียกว่า local variable
  • การประกาศตัวแปรภายนอกฟังก์ชันอยู่ใน scope จากประโยคคำสั่งซึ่งตัวแปรได้รับการประกาศที่สิ้นสุดแต่ไม่ใช้ภายในฟังก์ชัน สิ่งนี้เรียกว่า global scope ตัวแปรเรียกว่า global variable
  • การใช้ประโยคคำสั่ง require () และ include () ไม่มีผลกับ scope ถ้าประโยคคำสั่งได้รับการใช้ภายในฟังก์ชัน ประยุกต์ด้วย function scope ถ้าไม่ได้อยู่ภายในฟังก์ชัน ประยุกต์ด้วย global scope
  • คีย์เวิร์ด global สามารถระบุได้เองเพื่อกำหนดหรือใช้ตัวแปรภายในฟังก์ชันให้มี scope เป็น global
  • ตัวแปร สามารถลบโดยการเรียก unset ($variable_name) และตัวแปรที่ unset จะไม่มี scope
  • ตัวแปรระดับ superglobal สามารถเข้าถึงได้ทุกส่วนในสคริปต์

ตัวแปรระดับฟังก์ชัน

ตัวแปรระดับฟังก์ชันหรือ local variable เป็นการประกาศเพื่อใช้เฉพาะภายในฟังก์ชัน ไม่สามารถเรียกจากภายนอกฟังก์ชันได้
<?php
$newline = <<<NLSTRING
<br/>\n
NLSTRING;
$var_global = 10 ;
function show_value()
{
global $newline;
$var_local= 75 ;
echo "\$var_local 1: $var_local";
echo $newline;
}
show_value();
echo "\$var_global : $var_global";
echo $newline;
echo "\$var_local 2: $var_local";
echo $newline;
?>
ผลลัพธ์
$var_global 1 :
$var_local 1: 75
$var_global 2: 10
$var_local 2:
ตามตัวอย่างนี้ ตัวแปรระดับฟังก์ชัน $var_local ไม่สามารถแสดงผลในการพิมพ์ภายนอกฟังก์ชัน show_value() และ $var_global ที่เป็นตัวแปรระดับ global ไม่สามารถแสดงผลภายใน show_value() เพราะมี scope ต่างกัน

ตัวแปรระดับ global

ถ้าต้องการนำตัวแปรระดับ global มาใช้ภายในฟังก์ชันต้องประกาศด้วยคีย์เวิร์ด global ก่อนประโยคคำสั่งที่ใช้ตัวแปรนั้น ตัวอย่าง ฟังก์ชัน show_value() ใช้ $newline จากภายนอกฟังก์ชัน
global $newline;

ตัวแปรสถิตย์

การประกาศตัวแปรสถิตย์ใช้ คีย์เวิร์ด static เมื่อมีการเรียกใช้ฟังก์ชัน โปรแกรมจะกำหนดค่าตัวแปรตามที่ระบุเพียงครั้งเดียว ถ้าเรียกซ้ำอย่างต่อเนื่องค่านี้จะเปลี่ยนแปลงตามการคำนวณ
<?php
function increment()
{
static $increase = 5 ;
$increase++;
echo $increase."<br/>\n";
}
$end = 5 ;
for ($i = 1 ; $i < $end; $i++)
    increment();
?>
ผลลัพธ์
6
7
8
9
ค่าของตัวแปรสถิตย์ได้รับการตั้งทุกครั้งเมื่อเรียกใช้ในครั้งต่อไป

การส่งออกค่าจากฟังก์ชัน

การส่งค่าออกจากฟังก์ชันใช้คีย์เวิร์ด return เช่นเดียวกับการออกจากฟังก์ชันได้ ถ้าไม่มีการระบุส่งออกฟังก์ชันจะส่งค่า NULL
ตัวอย่าง ฟังก์ชัน get_larger () สาธิตการส่งออกค่า
<?
function get_larger($x=NULL, $y=NULL)
{
if (!isset($x) || !isset($y))
    return " ไม่มีการส่งค่า" ;
if ($x > $y)
    return $x;
else if ($x < $y)
    return $y;
else
    return " ค่าเท่ากัน" ;
}
$sends = array();
$sends[0] = array('x' =>5);
$sends[1] = array('x' =>9, 'y'=>3);
$sends[2] = array('x' =>5, 'y'=>8);
$sends[3] = array('x' =>4, 'y'=>4);
foreach ($sends as $send)
{
echo "x = ".$send['x']." y = ".$send['y']." : ค่า - > "
.get_larger($send['x'], $send['y']);
echo "<br/>\n";
}
?>
ผลลัพธ์
x = 5 y = : ค่า - > ไม่มีการส่งค่า
x = 9 y = 3 : ค่า - > 9
x = 5 y = 8 : ค่า - > 8
x = 4 y = 4 : ค่า - > ค่าเท่ากัน
ฟังก์ชันที่ทำงานอาจเดียว แต่ไม่จำเป็นต้องส่งออกค่า มักจะส่งออก TRUE หรือ FALSE เพื่อระบุความสำเร็จหรือล้มเหลว ค่า TRUE หรือ FALSE สามารถได้รับการแสดงแทนด้วย 1 หรือ 0

Recursion

recursion ได้รับการสนับสนุนใน PHP ฟังก์ชันชนิดนี้เป็นการเรียกตัวเองและเป็นประโยชน์กับการบังคับโครงสร้างข้อมูลไดนามิคส์ เช่น รายการเชื่อมโยงและโครงสร้างต้นไม้ (tree)
โปรแกรมประยุกต์เว็บจำนวนไม่มากต้องการโครงสร้างข้อมูลซับซ้อนมากและจำกัดการใช้ เนื่องจาก recursion ช้ากว่าและใช้หน่วยความจำมากกว่าการทำงานวนรอบ ดังนั้นควรเลือกการทำงานแบบวนรอบปกติ ถ้าเป็นไปได้
ตัวอย่างการประยุกต์แบบย้อนกลับตัวอักษร
<?php
function word_reverse_r($str)
{
if (strlen($str)>0)
    word_reverse_r(substr($str, 1));

echo substr($str, 0, 1);
return;
}
function word_reverse_i($str)
{
for ($i=1; $i<=strlen($str); $i++)
{

echo substr($str, -$i, 1);
}
return;
}
?>
รายการคำสั่งของ 2 ฟังก์ชันนี้จะพิมพ์ข้อความย้อนกลับ ฟังก์ชัน word_reverse_r เป็น recursion ฟังก์ชัน word_reverse_i เป็นการวนรอบ
ฟังก์ชัน word_reverse_r ใช้ข้อความเป็นพารามิเตอร์ เมื่อมีการเรียกฟังก์ชันนี้ จะเกิดการเรียกตัวเองแต่ละครั้งส่งผ่านตัวอักษรที่ 2 ไปถึงตัวอักษรสุดท้าย
การเรียกฟังก์ชันแต่ละครั้งจะทำสำเนาใหม่ของคำสั่งในหน่วยความจำของแม่ข่าย แต่ด้วยพารามิเตอร์ต่างกัน ดังนั้นจึงเหมือนกับการเรียกคนละฟังก์ชัน

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การใช้งานฟังก์ชั่น

การใช้งานฟังก์ชั่น



 ฟังก์ชั่นประกอบด้วย ประเภทคือ

1. ฟังก์ชั่นที่ php ให้มา สามารถเรียกใช้งานได้ทันที ซึ่งเราจะเรียนรู้ในหัวข้อต่อไป 
2. ฟังก์ชั่นที่เราสร้างขั้นมาเอง 

การใช้งานฟังก์ชั่น

- ฟังก์ชั่นที่ไม่มีการส่งค่า 

function_name()
- ฟังก์ชั่นที่มีการส่งค่า 

function_name(argument....)

การสร้างฟังก์ชั่นขึ้นมาเอง
ฟังก์ชั่นที่ไม่มีการส่งค่า
Sample1.php
<html>
<body>
<?
echo" จะแทรกใว้ส่วนบนของ Function ก็ได้" ;
Test_function();
function Test_function()
{
echo"Hello Word <br>";
echo"Hello Werachai nukitram <br>";
echo"Hello PHP Programming<br>";
echo"Hello The Member Theasp <br>";
}
echo"<br><br> หรือจะแทรกใว้ส่วนล่างของ Function ก็ได้" ;
Test_function(); 
?>
</body>
</html>
จะแทรกใว้ส่วนบนของ Function ก็ได้ Hello Word 
Hello Werachai nukitram 
Hello PHP Programming
Hello The Member Theasp

หรือจะแทรกใว้ส่วนล่างของ Function ก็ได้ Hello Word
Hello Werachai nukitram 
Hello PHP Programming
Hello The Member Theasp

ฟังก์ชั่นที่มีการส่งค่า
Sample2.php
<html>
<body>
<?
function Test_function($a)
{
return($a * 20 );

$b=20;
echo Test_function($b); 
?>
</body>
</html>

ที่มา http://www.thaicreate.com/

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

DATABASE คืออะไร

Database 

          Database หรือ ฐานข้อมูล คือ กลุ่มของข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ โดยมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยไม่ได้บังคับว่าข้อมูลทั้งหมดนี้จะต้องเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลเดียวกันหรือแยกเก็บหลาย ๆ แฟ้มข้อมูล


          ระบบฐานข้อมูล (Database System) คือ ระบบที่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีระบบมีความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลต่าง ๆ ที่ชัดเจน ในระบบฐานข้อมูลจะประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลหลายแฟ้มที่มีข้อมูล เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบและเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถใช้งานและดูแลรักษาป้องกันข้อมูลเหล่านี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีซอฟต์แวร์ที่เปรียบเสมือนสื่อกลางระหว่าง
ผู้ใช้และโปรแกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ฐานข้อมูล เรียกว่า ระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ DBMS (data base management system)มีหน้าที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายสะดวกและมีประสิทธิภาพ การเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้อาจเป็นการสร้างฐานข้อมูล การแก้ไขฐานข้อมูล หรือการตั้งคำถามเพื่อให้ได้ข้อมูลมา โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างของฐานข้อมูล 

  

ประโยชน์ของฐานข้อมูล
    1 ลดการเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อน ข้อมูลบางชุดที่อยู่ในรูปของแฟ้มข้อมูลอาจมี
ปรากฏอยู่หลาย ๆ แห่ง เพราะมีผู้ใช้ข้อมูลชุดนี้หลายคน เมื่อใช้ระบบฐานข้อมูลแล้วจะช่วยให้
ความซ้ำซ้อนของข้อมูลลดน้อยลง
    2 รักษาความถูกต้องของข้อมูล เนื่องจากฐานข้อมูลมีเพียงฐานข้อมูลเดียว ใน
กรณีที่มีข้อมูลชุดเดียวกันปรากฏอยู่หลายแห่งในฐานข้อมูล ข้อมูลเหล่านี้จะต้องตรงกัน ถ้ามีการ
แก้ไขข้อมูลนี้ทุก ๆ แห่งที่ข้อมูลปรากฏอยู่จะแก้ไขให้ถูกต้องตามกันหมดโดยอัตโนมัติด้วย
ระบบจัดการฐานข้อมูล
    3 การป้องกันและรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลทำได้อย่างสะดวก การ
ป้องกันและรักษาความปลอดภัยกับข้อมูลระบบฐานข้อมูลจะให้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น 
ซึ่งก่อให้เกิดความปลอดภัย(security) ของข้อมูลด้วย

ข้อมูลอ้างอิง
http://www.comsrt.net63.net
http://www.spvc.ac.th

โปรแกรม PHP

PHP Creator

 (โปรแกรมช่วยสร้าง เขียนโค้ด PHP) : สำหรับโปรแกรมนี้มีชื่อว่า โปรแกรม PHP Creator มันเป็นโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยในการสร้างโค้ด เขียนโค้ด PHP และสคริปของ จาว่าสคริป (Java Script) บางตัว เช่น การควบคุมคีย์บอร์ด เพื่อให้ใช้ได้เฉพาะตัวเลข หรือตัวอักษรในช่องกรอกที่คุณบังคับให้กรอก หรือการสร้างสคริป เพื่อใช้ในการตรวจสอบค่าว่างต่างๆ ของฟอร์ม ถือเป็นการควบคุมคุณภาพ ของข้อมูล (Data Integrity) ที่จะไปถูกจัดเก็บลงบนฐานข้อมูลได้เป็นอย่างดี โดยโปรแกรมนี้ เป็นการสร้างซอร์สโค้ดในรูปแบบใหม่ จนแทบจะลืมแบบเดิมๆ กันไปเลย แค่เพียงไม่กี่คลิก ไม่ว่าจะเป็นการเรียกใช้ฟิลด์แบบข้อมูลเดียว หลายข้อมูล ตลอดจนแบ่งหน้าและแบ่งคอลัมน์ในการแสดงผล ตลอดจนการสร้างฟอร์มเพื่อบันทึก หรือแก้ไขข้อมูล


ดาวน์โหลดโปรแกรม PHP Creator


 


Program Features (คุณสมบัติ และ ความสามารถของ โปรแกรม PHP Creator)

  1. ส่วนการติดตั้งโปรแกรมพื้นฐาน : ส่วนนี้เป็นการติดตั้งโปรแกรมที่จำเป็นสำหรับการใช้งาน PHP และ MYSQL แน่นอนครับไม่มีใครไม่รู้จักนั่นคือ APPSERV ซึ่งมีคุณสมบัติคือติดตั้งครั้งเดียวได้ครบ 3 โปรแกรมหลัก ได้แก่ Apache, PHP5 และ MySQL โดยที่คุณไม่ต้อง SETUP อะไรให้ยุ่งยากเลย
  2. ส่วนของ Editor สำหรับเขียน PHP โดยในส่วนนี้ใช้สำหรับแก้ไข Code ต่างๆ ที่คุณสร้างไว้ ไม่ว่าคุณจะสร้างมาจากอะไร Editor ของเราสามารถแก้ไขได้หมด หรือคุณอาจจะสร้าง Code ใหม่ และบันทึกเป็นชื่อไฟล์ใหม่ก็ได้ และ เมื่อคุณสร้างโค้ดเสร็จสิ้น คุณสามารถทดสอบ Script ที่คุณสร้างได้ทันที โดยการคลิกที่ปุ่ม "ทดสอบ Code" ได้ทันทีเลย
  3. ส่วนของรายชื่อไฟล์ จะให้คุณสามารถเลือกไฟล์ที่ต้องการแก้ไข ได้ง่ายและรวดเร็ว โดยคุณสามารถเลือกคลิกไฟล์ PHP ของคุณ Code ของไฟล์ ก็จะมาปรากฎที่ส่วนแก้ไข (Editor) ทันที และสามารถแก้ไขโค้ด (Code) ได้เลยทันที
  4. ส่วนของปุ่มดำเนินการ Code สำเร็จรูป ในส่วนนี้ ถือเป็นหัวใจของโปรแกรมนี้ เพราะเป็นการสร้าง Code PHP โดยที่คุณไม่ต้องเขียน Code เลย (แต่ต้องนำไปปรับแต่งด้วย HTML อีกครั้งเพื่อความสวยงาม การสร้าง Code อัตโนมัตินี้จะช่วยให้คุณสร้างโค้ด ได้เร็วขึ้นกว่า 70% เลยทีเดียว เพียงคุณกรอกข้อมูล ต่างๆ ในสิ่งที่คุณต้องการ โปรแกรมจะสร้างโค้ด ให้คุณทันที (ดูรายละเอียดวิธีการสร้างโค้ด จากหัวข้อถัดไป
    1. ปุ่ม "เชื่อมต่อฐานข้อมูล MySQL" ปุ่มนี้ โปรแกรมจะให้คุณกรอก Host, Username, Password และ ฐานข้อมูลของคุณ จากนั้นระบบจะสร้างโค้ด สำหรับเชื่อมต่อฐานข้อมูล MySQL ให้ทันที และคุณสามารถบันทึกไว้ใช้ร่วมกับไฟล์อื่นๆ ที่จะสร้างต่อไปในอนาคตได้อีกด้วย และ นอกจากนี้ ในโค้ด ส่วนนี้ยังสามารถตังค่า Session และตัวแปรสำหรับการอ่านวันที่แบบภาษาไทยอีกด้วย โดยคุณกรอกเพียง 4 ช่องใน กล่องข้อความข้างต้น โปรแกรมจะสร้างโค้ด ให้เลยทันที
    2. ปุ่ม "แสดงข้อมูลจากตาราง" ในส่วนของ ปุ่มนี้ โปรแกรมจะสร้างโค้ด เพื่อแสดงข้อมูลจากตาราง MySQL ของคุณ ง่ายๆ โดยที่คุณเพียงระบุชื่อตาราง และฟิวด์ต่างๆ ที่คุณต้องการจากฐานข้อมูล ซึ่งโปรแกรมจะแสดงรายการฟิวด์ และตารางทั้งหมดออกมาให้เลือกอยู่แล้ว จากนั้นกำหนดคุณสมบัติต่างๆ เช่น ฟิวด์ประเภท DATE ก็กำหนดให้เป็นวันที่ โปรแกรมจะทำการแยกข้อมูลออกเป็นวันที่แบบไทย เช่น ในฐานข้อมูลเป็น 2005-10-20 โปรแกรมจะแยกเป็น 20 ตุลาคม 2548 โดยมีการสร้างลิ้งค์เพื่อส่งค่าไปแก้ไข หรือลบรายการใดรายการหนึ่งได้ทันที นอกจากนี้ ระบบยังสามารถสร้างหน้าหลายหน้า หากคุณมีข้อมูลจำนวนมากๆ โดยที่คุณสามารถกำหนดได้ว่าต้องการให้แต่ละหน้า แสดงจำนวนข้อมูล หน้าละกี่ข้อมูลเหมือนกับเว็บบอร์ดอีกด้วย
    3. ปุ่ม "สร้างแบบฟอร์มสำหรับเพิ่มข้อมูล" ปุ่มนี้ใช้สำหรับการสร้างแบบฟอร์ม ที่มีคุณสมบัติครบครัน ทั้งรูปแบบ Hidden, Date, Text, Text Area และ Number แต่ละรูปแบบโปรแกรมจะสร้างคำสั่งสำหรับตรวจสอบต่างกัน เช่น จำนวนตัวอักษรที่ต้องการให้กรอกได้ การทำงานร่วมกับคีย์บอร์ด เมื่อเป็นช่องกรอกสำหรับตัวเลข การสร้าง Combo Box เพื่อรองรับฟิวด์ประเภท DATE ในการแยกวันที่แบบไทย หรือกระทั่งเพิ่มฟิวด์ประเภท Hidden ตามที่คุณต้องการ โดยให้ค่า Value เป็นแบบตายตัว และตัวแปรของ PHP () ได้เช่นกัน นอกจากนี้โปรแกรมจะสร้าง Code สำหรับตรวจสอบค่าว่างต่างๆ พร้อมสร้าง Code ในการบันทึกข้อมูลใหม่ของคุณทันที
    4. ปุ่ม "สร้างแบบฟอร์มสำหรับแก้ไขข้อมูล" โดยปุ่มนี้ ทำงานเหมือนกับ ปุ่มสร้างแบบฟอร์มสำหรับเพิ่มข้อมูล แต่จะทำการรับค่ามาจาก การสร้างแบบฟอร์มแสดงข้อมูล ในลิ้งค์ของ "แก้ไข" ดังนั้น ในโปรแกรมนี้ คุณจะสามารถสร้างรายการ ค้นหา, แสดงข้อมูลแบบตาราง มีการแยกหน้า, แบบฟอร์มเพิ่มข้อมูลใหม่ และแบบฟอร์มสำหรับแก้ไขข้อมูลได้โดยที่คุณไม่ต้องเขียน Code PHP เลย

นอกจากนี้ โปรแกรมยังมีคุณสมบัติในการทดสอบ Script ก่อนทำการบันทึกทับไฟล์เดิมอีกด้วย และยังให้คุณเลือกไฟล์เดิมที่เคยบันทึกไว้แล้วมาแก้ไข Code ได้อีกเช่นกัน หรือคุณยังสามารถทำไฟล์ที่ได้ไปแก้ไข ปรับปรุงสีสันต่างๆ ใน โปรแกรมเขียนโค้ด อย่าง โปรแกรม Notepad++ หรือโปรแกรม EditPlus หรือแม้แต่ โปรแกรมอื่นๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน


Required Program : เนื่องจาก โปรแกรมที่ท่านกำลังจะ ดาวน์โหลด ต่อไปนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องใช้ โปรแกรม MySQL Connector ODBC ซึ่งถ้าใครที่ยังไม่มี ติดตั้งเอาไว้บนเครื่อง ก็ขอให้ดาวน์โหลดไปไว้ประจำเครื่องได้เลย ดาวน์โหลดกันครั้งเดียว และ ติดตั้งครั้งเดียวเท่านั้น


Changelog (รายละเอียดดการปรับปรุง และ เปลี่ยนแปลง โปรแกรม PHP Creator ในแต่ละเวอร์ชั่น)

เวอร์ชั่น 4.22

  1. แก้ไขข้อผิดพลาด ที่เกิดขึ้นจากเวอร์ชั่นที่ผ่านๆ มา

เวอร์ชั่น 4.00

  1. ใช้ทุกออปชั่น ตัวเลือกต่างๆ ได้ในหน้าเดียว
  2. เมนูมีน้อย เข้าใจง่าย
  3. แก้ไขข้อผิดพลาด (Bug) ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเวอร์ชั่นที่ผ่านๆ มา และ ปรับปรุงต่อ
  4. ไม่ต้องปิดโปรแกรมทุกครั้งที่ สร้างโค้ด
  5. สามารถสร้าง (Code) ได้หลายรูปแบบ เช่น การแสดงข้อมูลเดียว การแสดงข้อมูลแบบหลายหน้า หลายคอลัมน์ จำกัดจำนวนแถว/หน้า
  6. สามารถทดสอบโค้ด (Code) ได้ทันที
  7. และอื่นๆ อีกมากมาย

เวอร์ชั่น 3.00

  1. สามารถเข้าถึงฐานข้อมูล MySQL ได้ทันที โดยที่ไม่ต้องตรวจ หรือพิมพ์ชื่อ Fields ผิด และแสดงข้อมูลไม่ออก หากใครยังไม่เคยใช้เวอร์ชั่น 2.0 ก็ไม่เป็นไร
ที่มา: http://m.thaiware.com/softwareDetail.php?software_id=7208